มหัศจรรย์กุมภวาปี

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562

อดีตรักเมืองล่ม…ตำนานเมืองหนองหานที่เล่าขานกันมาช้านาน…ประชาชนคนอีสานตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างรู้จักกันดีทั่วหน้า นั่นก็คือ นิทานรัก “ผาแดงนางไอ่” ตำนานรักอันสุดซึ้งของ “หนึ่งหญิง สองชาย” เมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและถูกทำร้าย จนถึงแก่ความตาย กลายเป็นศึกสงครามทำให้บ้านเมืองถล่มถลายกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ คือ “หนองหานหลวง” ซึ่งเป็นทะเลน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสาน และวรรณกรรมอีสานเรื่องนี้ ก็เป็นปฐมเหตุแห่งประเพณีอันยิ่งใหญ่ “บุญบั้งไฟ” ที่ขึ้นชื่อลือชาของชาวอีสานมาแต่บรรพกาล โดยตำนานรักเรื่องนี้เล่าไว้ว่า

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ตำนานผาแดงนางไอ่

พญาขอมผู้ครองมหานคร “เอกธิดา” หรือ “เอกชะธีตา” เมืองธิดาเดียว (บริเวณหนองหานหลวงในปัจจุบัน) มีธิดาชื่อว่า “ไอ่คำ” หรือ “ไอ่ใจเมือง” ซึ่งเป็นหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสดสวย สะคราญ จะหาสาวนางใดในไตรภพมาเทียบได้ไม่ นางจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่มทั้งในเมือง และต่างเมือง เป็นที่กล่าวขานไปทั่วทุกหัวระแหง เจ้าชายแดนไกลหลายหัวเมืองต่างหมายปอง อยากได้นางมาเป็นคู่ครองทั้งนั้น

หนึ่งในเจ้าชายเหล่านั้นคือ “ท้าวผาแดง” เจ้าชายแห่งเมืองผาโพง ทราบข่าวเล่าลือถึงสิริโฉมอันงดงามของไอ่คำ ก็เกิดความยินดี หลงใหล คลั่งไคล้ ใฝ่ฝัน หมายปองในตัวนางอย่างรุนแรง จนไม่สามารถจะอดรนทนไหวในนครของตนเองได้ ท้าวผาแดงได้เดินทางรอนแรมมาที่นครเอกชะธีตา พร้อมทหารคนสนิท

ตอนแรก ท้าวผาแดง ส่งสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไปฝากให้นางไอ่ เพื่อผูกสัมพันธ์ไมตรี โดยให้ทหารมหาดเล็กคนสนิทช่วยเป็นสื่อติดต่อ ผ่านนางสนมคนรับใช้ใกล้ชิดของน่างไอ่ และทุกครั้งที่นางไอ่รับสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ สนมคนสนิทก็จะพร่ำพรรณนาถึงความรูปหล่อ สง่างาม องอาจ ผึ่งผาย กำยำ ล่ำบึก ของท้าวผาแดง ให้นางไอ่ฟัง จนนางเกิดความสนใจ และหลงรักท้าวผาแดง ในที่สุด ทั้งๆที่ทั้งสองคนไม่เคยได้เห็นหน้ากันเลย ด้วยอำนาจของบุพเพสันนิวาสบวกกับกามเทพได้แผงศรรักปักอกทั้งคู่ จนไม่สามารถจะถอดถอนศรรักเล่มนี้ออกได้ ต่างฝ่าย ต่างละเมอ เพ้อฝัน ถึงกันและกัน

ในที่สุดด้วยแผนการของพ่อสื่อและแม่ชัก คือ ทหารมหาดเล็ก กับสนมคนสนิท ทำให้ทั้งคู่ได้พบกัน และได้ชื่นชมสมสวาทดังคาดหมาย สุดจะยับยั้งชั่งใจไว้ได้ แต่ทั้งคู่ก็ต้องพรากจากกันเพียงแค่ค่อนคืนเท่านั้น เพราะทั้งคู่ต่างลักลอบพบกัน ท้าวผาแดงจึงให้คำมั่นสัญญาว่า จะกลับมารับนางไอ่ไปเป็นชายาอย่างแน่นอน

…ย่างเข้าเดือน ๖ เจ้าผู้ครองนครเอกชะธีตา ออกประกาศไปยังเมืองอื่นๆ ให้มีการจุดบั้งไฟแข่งขัน ณ เมืองเอกชะธีตา โดยมีนางไอ่คำเป็นรางวัล หากบั้งไฟของเจ้าเมือง หรือเจ้าชายใดขึ้นสูงไม่มีใครสู้ได้ ก็จะได้นางไอ่ไปครอบครอง โดยกำหนดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันงานบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อถึงวันงาน ผู้คนต่างก็หลั่งไหลมาจากทุกทั่วสารทิศ มีบั้งไฟจาก ๒ เจ้าเมือง คือ พญาฟ้าแดด กับ พญาเชียงเหียน และอีก ๑ เจ้าชาย คือ ท้าวผาแดง ได้นำบั้งไฟมาเข้าแข่งขันประลองในวันนั้น

กล่าวถึงท้าวภังคี ลูกชายพญานาคผู้ครองนครบาดาล ก็เป็นนาคหนุ่มอีกตัวหนึ่งที่ได้ยิน กิตติศัพท์คำร่ำลือความงดงามของนางไอ่ ภังคีมีความใฝ่ฝันอยากยลสิริโฉมของนางไอ่ มานานเมื่อทราบข่าวมีการแข่งขันจุดบั้งไฟ ก็ออกจากนาคพิภพ กับบริวาร จำนวนหนึ่ง เข้าสู่เมือง เอกชะธีตา ท้าวภังคี ได้แปลงร่างเป็นกระรอกเผือก อีสาน เรียกว่า “กะฮอกด่อน” มีขนสีขาว ปากเท้าแดง กระโดดโลดเต้นไปมา ติดตามขบวนแห่บั้งไฟ ในคราวครั้งนั้นเพื่อต้องการจะยลโฉมนางไอ่… ทุกคนต่างใจจดใจจ่อ ที่จะเห็นการจุดบั้งไฟ และ คอยลุ้นว่าบั้งไฟของใครจะชนะ และได้นางไอ่ไปครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟในครั้งนั้น พญาขอมเจ้าเมืองได้มีเดิมพันกับท้าวผาแดงว่า ถ้าหากบั้งไฟของท้าวผาแดงชนะบั้งไฟของพญาขอมเจ้าเมืองได้ จึงจักได้นางไอ่เป็นคู่ครอง

ปรากฏว่าบั้งไฟของพญาขอม พระบิดาของนางไอ่มีอาการ “ซุ” ไม่ขึ้นจากห้าง (นั่งร้าน) ส่วนบั้งไฟของท้าวผาแดงแตกระเบิดคาห้าง มีแต่บั้งไฟของท้าวฟ้าแดด เจ้าเมืองฟ้าแดดสูงยาง กับบั้งไฟของพญาเซียงเหียนที่ตะบึงขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึง ๓ วัน ๓ คืน จึงตกลงสู่พื้นดิน

ผลการตัดสินแพ้ชนะในครั้งนั้นไม่มี เพราะท้าว พญาทั้งสองมีศักเป็นอาและลุงของนางไอ่ จึงไม่มีการยกธิดาไอ่คำให้กับผู้ใด ทั้งท้าวผาแดง และนางไอ่ต่างก็ผิดหวังในการแข่งขันในวันนี้ แต่ก็ไม่สามารถบอกความจริงได้ ต้องจำใจฝืนกลับสู่เมืองของตน เพื่อหาโอกาส หนทางอื่นอีกต่อไป

ส่วนท้าวภังคี เมื่อได้ยลโฉมพระธิดาไอ่คำแล้ว และเมื่อไม่มีผู้ใดชิงนางไอ่ไปเป็นคู่ครองได้ ก็คิดหมายปองอยากได้นางมาเป็นคู่ของตน เมื่อกลับสู่นาคพิภพแล้ว ก็ไม่เป็นอันกิน อันนอน เฝ้าเพ้อฝันถึงแต่ธิดาไอ่คำ เมื่อความรักกลุ่มรุม จนไม่สามารถจะอดทนได้ จึงได้ลักลอบออกจากเมืองบาดาล ปรากฏกายบนเมือง เอกชะธีตา โดยแปลงร่างเป็นกระรอกน้อยดังเดิม แต่ครั้งนี้ แขวนกระดิ่งน้อย ปีนป่าย เต้นไปมา อยู่บนต้นงิ้ว ข้างหน้าต่างของพระธิดาไอ่คำ วรรณกรรมอีสานพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า “ภังคีท้าวแปลงเป็นกะฮอกด่อน แขวนขอคำเฮ็ดอ้อนต้อน ปากกัดกินดอกงิ้ว ตาสิ่งเบิ่งไอ่คำ”

เมื่อกระดิ่งทองส่งเสียงกังวานขึ้น นางไอ่คำได้ยินเกิดความสงสัย จึงออกมายืนที่หน้าต่าง เห็นกระรอกเผือกตัวน้อย แขวนกระดิ่งทอง เต้นไปมา อยู่บนกิ่งงิ้ว ด้วยท่าทางน่ารัก น่าเอ็นดู ก็คิดอยากได้กระรอกเผือกนั้นเหลือประมาณ จึงสั่งให้หาคน ล้อมจับแต่ก็ไม่มีใครจะจับกระรอกน้อยตัวนั้นได้ และกระรอกก็ยังเต้นไปมาอยู่บนต้นงิ้ว ต้นนั้นเหมือนกับการยั่วยุ
ความคิดเอ็นดู กลับกลายเป็นความโกรธ นางจึงตัดสินใจให้นายพรานแม่นธนูยิงกระรอกตัวนี้ เมื่อจับเป็นไม่ได้ ก็จับตายซะเลย แต่คราวนี้กระรอกเผือกเหมือนจะรู้ว่านายพรานเอาจริง จึงกระโดดหนีจากต้นงิ้ว ต้นนั้น เต้นไปตามต้นไม้ต่างๆ ทั่วนคร จึงกระทั่งเต้นไปจับอยู่บนต้นมะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งกำลังมีผลสุกเต็มต้น

ผลกรรมแต่ปางก่อน และแรงอธิษฐานของนางไอ่ ในชาตินั้นตามมาทัน กระรอกเผือกเผลอตัวมัวแต่กัดกินลูกมะเดื่อสุกด้วยความหิว ก็โดนลูกศรของนายพรานทะลุกลางลำตัว ดิ้นทุรนทุรายก่อนสิ้นใจตาย ท้าวภังคีในร่างกระรอกเผือก ก็ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ร่ายมนต์อธิษฐานว่า “ขอให้ร่างกายของเราใหญ่โตเท่าช้างสาร เนื้อหนังของเราจงเพียงพอแก่การเลี้ยงดูผู้คนทั่วทั้งเมือง” สิ้นคำอธิษฐานกระรอกน้อยก็ขาดใจตาย หล่นลงจากต้นมะเดื่อในบัดดล

จากกระรอกเผือกตัวน้อย กลับกลายเป็นกระรอกตัวใหญ่มหึมา นายพรานป่าวประกาศให้ชาวบ้านมาช่วยกันลาก เมื่อลากไปได้สักพักก็หมดเรี่ยวแรงที่จะลากต่อไปได้อีก จึงพากันมาแร่เนื้อกระรอกเผือก ณ จุดนั้น (บริเวณบ้านท่าแร่) แล้วแบ่งแจกจ่ายกันจนทั่วทั้งเมือง แม้แต่พระธิดาไอ่คำก็ได้รับส่วนแบ่งในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ยกเว้นแต่พวกแม่ร้าง แม่ม่าย ไม่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อกระรอกเผือกในคราวครั้งนี้

… ขอเล่าอดีตชาติของท้าวภังคี … (ขั้นรายการตรงนี้เสียเลย) คือ ในชาติก่อนท้าวภังคีกับนางไอ่เป็นสามีภรรยากัน แต่ท้าวภังคีในชาตินั้นเป็นคนใบ้ นางไอ่ก็ดูแลปรนนิบัติสามีอย่างดียิ่ง ครั้งหนึ่ง ทั้งสองเดินทางไกล ผ่านป่าเขาลำเนาไพร ได้มาเจอต้นมะเดื่อผลสุกเต็มต้นในระหว่างทาง ผู้เป็นสามีได้ปีนป่ายไปเก็บกินผลมะเดื่อสุก ไม่ได้คำนึงถึงภรรยาผู้นั่งคอยดูอยู่เบื้องล่าง และเอ่ยปากขอให้สามีโยนผลมะเดื่อสุกลงมาให้ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสามี เมื่อเขารู้สึกอิ่มแล้วก็ได้ปีนลงมาแล้วเดินทางต่อไป…ผู้เป็นภรรยาไม่อาจเดินตามสามีได้เพราะตนเองหิวโหย จึงตะกายขึ้นต้นมะเดื่อต้นนั้น เก็บกินผลสุกจนพอแก่ความต้องการเมื่อลงจากต้นมะเดื่อแล้วก็ออกเดินตามหาผู้เป็นสามี หาอย่างไรก็ไม่พบ หมดแรงนั่งกอดเข่าเหงาหงอย ทุกข์ตรมทรมาน…เมื่อพอจะเดินต่อไปได้ก็ลุกขึ้นเดินทางต่อไป ถึงต้นไทรใหญ่ริมแม่น้ำ จึงลงอาบน้ำดื่มกิน จนเกิดความสุขสบายใจ กลับขึ้นมานั่งภายใต้ต้นไทร อธิษฐานจิตขึ้นว่า “ชาติหน้าขอให้สามีตายอยู่บนกิ่งไม้และแม้ได้พบเห็นกันก็อย่าได้เป็นสามีภรรยากันอีกเลย สาธุ” สามีในชาตินั้นได้กลับมาเกิดเป็นท้าวภังคี และถูกลูกศรนายพรานและตายบนกิ่งไม้ทุกประการ

ในค่ำคืนที่ชาวเมืองเอกชะธีตา อิ่มหนำสำราญด้วยอาหารที่ปรุงจากเนื้อกระรอกเผือกตัวนั้น ณ เมืองนาคบาดาล พญานาคราชพอทราบข่าวว่า ภังคีนาคลูกรัก ถูกลูกศรีตายอยู่บนเมือง เอกชะธีตา แม้ที่สุดเนื้อของภังคีนาค ก็ถูกพวกชาวเมืองเชือดเฉือนแบ่งปันกันกินก็บันดาลโทสะ อย่างรุนแรง ดวงตาแดงกล่ำ ดั่งดอกชบา จึงยกพลโยธานาคขึ้นสู่เอกชะธีตานคร
เวลาดึกสงัดทุกคนหลับสนิท ก็เกิดเสียงกัมปนาทหวั่นไหว แผ่นดินได้ถล่มถลายกลายเป็นแผ่นน้ำ ไปทั่วทุกหนแห่ง ผู้ใดที่ได้กินเนื้อท้าวภังคีนาค คนผู้นั้นก็จมหายไปกับแผ่นน้ำ เมืองทั้งเมืองล่มสลายกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ในบัดดล คงเหลือไว้แต่บ้านของพวกแม่ม่าย ผู้ไม่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสเนื้อกระรอกเผือก จึงกลายเป็นเกาะแก่ง หรือ ดอน ท่ามกลางน้ำหนองหาน จนทุกวันนี้

กล่าวถึงท้าวผาแดง แห่งเมืองผาโพง เกิดอาการร้อนใจกระวน กระวาย มาหลายเพลา คิดถึงแต่นางไอ่ใจเมือง เพียงอย่างเดียว ได้รีบเร่งเดินทางมุ่งหน้าสู่เอกชะธีตานคร และเมื่อได้ทราบข่าวว่าเมืองกำลังถล่มถลายอยู่นั้น ก็กระโดดขึ้นหลังม้าบักสามม้าคู่ชีพ ฮ้อเข้าสู่ตำหนักธิดาไอ่คำ คว้าแขนอุ้มขึ้นม้าพาควบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต…แต่อนิจจา ไอ่คำได้ลิ้มชิมรสเนื้อของท้าวภังคีจนอิ่มหนำไม่มีทางเสียแล้ว แม้ว่าม้าบักสามจะโดดโลดแล่นไป ณ ที่ใด แผ่นดินก็ถล่มถลายตามไปที่นั่น อีกทั้งเหล่าบริวารของพญานาคก็เนรมิตกายเป็นท่อนไม้ท่อนซุง ขวางกั้น เส้นทาง ขณะที่ท้าวผาแดงดึงเชือกบังคับม้าให้หาทางหนีอยู่นั้น มันเป็นช่วงเวลาเส้นยาแดงผ่าแปด หางของพญานาคก็ตวัดแหว่งกอดเกี่ยวรัดเอาร่างของไอ่คำออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของท้าวผาแดง ไปได้ในบัดดล ร่างของไอ่คำค่อยๆ จมหายไปในแผ่นน้ำ ต่อหน้าต่อต้าท้าวผาแดง สุดวิสัยที่จะช่วยไอ่คำสุดที่รักไว้ได้ เมื่อสิ้นไอ่คำ ทุกสิ่งทุกอย่าง สงบเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท้าวผาแดงหันหลังกลับไปมองอดีตมหานครที่ยิ่งใหญ่ มีเพียงระรอกคลื่นที่ถูกลมพัดให้น้ำกระเพื่อมเท่านั้น มหานครเอกชะธีตา ที่เคยรุ่งเรืองต้องกลับกลายมาเป็นหนองน้ำใหญ่ เหลือไว้แต่ดอนแม่ม่าย และอดีตรักอันหวานชื่นเท่านั้น

เมื่อไม่มีไอ่คำ ผาแดงก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ได้แต่ตรอมตรม ระทมทุกข์ทรมานอยู่เพียงผู้เดียว และแล้วลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็พรากชีวิตอันรันทดนั้น ท้าวผาแดงสิ้นใจตาย เพราะความอาลัยไอ่คำ สุดที่รักอย่างน่าเวทนายิ่งนัก และด้วยแรกพิษรักที่ไม่สมหวังนี้ทำให้วิญญาณของท้าวผาแดงกลายเป็นวิญญาณอาฆาตแค้นต่อพญานาค เมื่อวิญญาณของท้าวผาแดงและท้าวภังคีนาค พบกันเมื่อไหร่ การรบก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น ในการรบกันแต่ละครั้ง ใช้เวลารบกันถึง ๗ วัน ๗ คืน มีพื้นใต้น้ำหนองหานเป็นสนามรบ โดยไม่มีใครแพ้ ใครชนะ แต่ก็จะรบกันไปเรื่อยๆ ส่วนวิญญาณของไอ่คำ ถูกจองจำอยู่ใต้พื้นน้ำหนองหาย เพราะนางเป็นตัวการอาฆาตแค้นของวิญญาณทั้งสอง จนกว่าจะถึงพระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพระองค์จะเสด็จมาโปรดและตัดสินคดี จึงจะทำให้วิญญาณทั้งสามได้หลุดพ้น จากโซ่ตรวนแห่งความทุกข์ทรมานเพราะรักนี้คือ “โศกนาฏกรรมแห่งรัก” …!!!

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้สติพุทธศาสนิกชนเกี่ยวกับความรักว่า
“เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้มา
เพราะอาศัยการได้มา จึงเกิดการตกลงใจ
เพราะอาศัยความตกลงใจ จึงเกิดความใคร่
เพราะอาศัยความใคร่ จึงเกิดการฝังใจ
เพราะอาศัยความฝังใจ จึงเกิดการหึงหวง
เพราะอาศัยความหึงหวง จึงเกิดความตระหนี่
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการปกป้อง”
เพราะอาศัยการปกป้อง จึงการการลงไม้ลงมือ ทะเลาะวิวาท แก่งแย่ง ขึ้นกูขึ้นมึง โกหก หลอกลวง หยาบคาย และฆ่ากันตาย อกุศลธรรม (ความชั่วร้าย) ทั้งปวงก็เกิดขึ้น (พระไตรปิฎกเล่มที่ 10 มหานิทานสูตร) เท่านี้หรือ “ความรักใคร” ตำนาน “ผาแดงนางไอ่” ก็หนีไม่พ้นจากหลักคำสอนวงจรแห่งทุกข์นี้ไปได้

ข้อคิดที่ได้:
ต้นเหตุที่เด่นชัดแห่งความทุกข์หรือความชั่วร้ายในสังคมมาจาก”ความอยาก“…เมื่ออยากก็แสวงหา…เมื่อแสวงหาก็ได้มา…ได้มาแล้วก็ตกลงใจ…เมื่อตกลงใจก็เกิดความรักใคร่ รักมากก็ฝังมาก…ฝังใจมากก็หวงมาก…หวงมากๆก็ตระหนี่ เห็นแก่ตัว…ตระหนี่มากก็พยายามปกป้องรักษากลัวสูญหาย…เมื่อพยายามปกป้องก็เป็นเหตุให้ถือศาสตราวุธ ทะเลาะเบาะแว้ง ด่าท่อ ส่อเสียดหรือโกหกตอแหลต่างๆ…ความทุกข์ความเลวร้ายจึงเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ด้วยประการฉะนี้ฯ

#cr. https://bkkseek.com

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562




สินค้าโอท๊อปของอำเภอกุมภวาปี เป็นสินค้าที่ดีที่สุดของชาวบ้าน





สินค้าโอท๊อปของอำเภอกุมภวาปี เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและเกิดจากภูมิชาวบ้าน







วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

เที่ยวกราบวัดพระมหาธาตุเทพจินดาบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

การวางแผนกลยุทธ์เพจและบล็อกเกอร์ " เลาะนี้ที่ อำเภอประจักษ์ศิลปาคม "


การวางแผนกลยุทธ์เพจและบล็อกเกอร์ " เลาะนี้ที่ อำเภอประจักษ์ศิลปาคม "




1. ภารกิจ (Mission)
ให้ข้อมูล ข่าวสาร และประชาสัมพันธ์สินค้า OTOP
ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ให้รู้จักมากขึ้น 
ให้ข้อมูลในชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญในอำเภอเรา
- เพิ่มยอดกดไลค์เพจเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 ไลค์ เป็นอย่างน้อย 50 ไลค์
- เพิ่มยอดคนกดไลค์โพสข้อความของเพจเฟสบุ๊คจากเดิม 0 ไลค์ เป็นอย่างน้อย 10 ไลค์
- เพิ่มยอดแชร์โพสเพจเฟสบุ๊คจากเดิม 0 แชร์ เป็นอย่างน้อย 5 แชร์
- ให้ข้อมูลที่เป็นจริงโพสในบล็อกเกอร์ เพื่อมี่คนสนใจนำมาอ่าน 
- ให้คนเข้ามาอ่าน แล้วมาเที่ยวในอำเภอประจักษ์ศิลปาคม

2. โครงร่างของบริษัท (Company profile)
3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
จุดเด่น
     - ไม่ค่อยมีคู่แข่ง มีเพจที่เกี่ยวข้องกับอำเภอประจักษ์ศิลปาคมเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เพจถูกการปล่อยทิ้งไว้นานแล้ว ไม่มีการอัพเดตอะไรเพิ่มเติม
จุดด้อย 
     - ไม่ค่อยมีกิจกรรมในเพจที่หน้าสนใจ
     - ความต่อเนื่องในการโพสน้อยไปทำให้คนไม่ค่อยสนใจและจำไม่ได้
     - ไม่ค่อยมีข้อมูล และเป็นอำเภอเล็กๆ ไม่ค่อยมีที่เที่ยว
     - โพสอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
อุปสรรค
     - เจ้าของเพจไม่ค่อยรู้สถานที่สำคัญของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม
     - เจ้าของเพจยังไม่รู้ข้อมูลในอำเภอประจักษ์ศิลปาคมมากเท่าไหร่
โอกาส
     - เนื่องจากเป็นอำเภอเล็กๆ มี 3 ตำบล 41 หมู่บ้าน อำเภอเราก็มีที่ท่องเที่ยวและน่าสนใจ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หน้าสนใจค่อนข้างเยอะ จึงอยากให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 

4. การวิเคราะห์กลยุทธ์และทางเลือกของกลยุทธ์
- เน้นการใช้สื่อออนไลน์เป็นหลัก เพราะสามารถเผยแพร่ได้กว้างขวาง และประหยัดค่าใช้จ่าย

5.วัตถุประสงค์
- เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารของอำเภออำเภอประจักษ์ศิลปาคม
เพื่อให้ข้อมูล ข่าวสาร และประชาสัมพันธ์สินค้า OTOP
- เพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม
เพื่อให้ข้อมูลในชุมชน และสถานที่สำคัญในอำเภอเรา

6. แผน (Plans)
กำหนดเวลาไว้ 3 เดือน คือ เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนกันยายน
เดือนกรกฎาคม
     - สร้างสื่อโซเชียล เช่น เพจเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ บล็อกเกอร์ เพื่อเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์
     - อัพเดตข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆลงในโซเชียล
เดือนสิงหาคม
     - อัพเดตข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมต่างๆลงในโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสนใจและการจดจำเพจได้
     - ให้มีกิจกรรมขึ้นในเพจเพื่อเป็นการโปรโมทให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
เดือนกันยายน
     - อัพเดตข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมใหม่ๆลงในโซเชียล 
     มีกิจกรรมมากขึ้นเพื่อทำให้คนสนใจเพจมากขึ้น เพื่อเป็นการโปรโมทให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกต่อไป

7. นโยบาย (Policies)
ให้บริการข้อมูล ข่าวสาร สถานที่ท่องเที่ยว สินค้า OTOPของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี

8. การปฏิบัติตามกลยุทธ์ (Strategy implementation) 
อัพเดตข้อมูล ข่าวสาร สถานที่ท่องเที่ยว สินค้า OTOP  

ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

ขั้นตอนในการพัฒนาสารสนเทศ
การพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นงานใหญ่ที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านงบประมาณ ทรัพยากรขององค์การ และระยะเวลา แต่สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยให้การพัฒนาระบบประสบความสำเร็จคือผู้ใช้ระบบจะต้องให้ข้อมูลแก่ทีมงานพัฒนาระบบในด้านต่างๆ โดยที่การพัฒนาระบบให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
                1.ผู้นำและผู้ใช้ระบบมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ
                2.การวางแผนพัฒนาระบบถูกดำเนินการอย่างถูกวิธี
                3.มีแนวทางที่แน่นอนในการออกแบบและทดสอบชุดคำสั่ง
                4.เอกสารที่ใช้ประกอบในกระบวนการพัฒนาระบบมีความสมบูรณ์
                5.มีการวางแผนและฝึกอบรมผู้ใช้ระบบที่ดี
                6.มีการตรวจสอบหลังการติดตั้งระบบใหม่เป็นระยะ
                7.มีการวางแผนให้มีกระบวนการในการบำรุงรักษาที่ง่าย
                8.การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต
                     ในการพัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ หรือที่เรียกว่า SA นั้นมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนาระบบ หน้าที่หลักของนักวิเคราะห์ระบบคือ การวางแผน การวิเคราะห์ระบบและการออกแบบระบบ
               โดยปกติทีมงานพัฒนาระบบประกอบด้วยบุคลดังต่อไปนี้ คณะกรรมการ ผู้จัดการระบบสารสนเทศ ผู้จัดการโครงการ นักวิเคราะห์ระบบ นักเขียนโปรแกรม  เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลและผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป โดยที่การพัฒนาระบบจะสามารถทำได้อยู่ 4 วิธีคือ วิธีเฉพาะเจาะจง วิธีสร้างฐานข้อมูล วิธีจากล่างขึ้นบน และวิธีจากบนลงล่าง
                การพัฒนาระบบสารสนเทศจะมีกระบวนการการพัฒนาระบบแบ่งได้ 5 ขั้นตอนคือ
                1.การสำรวจเบื้องต้น
                2.การวิเคราะห์ความต้องการ
                3.การออกแบบระบบ
                4.การจัดหาอุปกรณ์ของระบบ
                5.การติดตั้งระบบและการบำรุงรักษา
1. การสำรวจเบื้องต้น (Preliminary Investigation)
         ป็นขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์และพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยผู้พัฒนาระบบจะสำรวจหาข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบงาน ได้แก่ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ความเป็นไปได้ของการพัฒนาระบบที่ต้องการ สิ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกลยุทธ์ในการดำเนินงาน และประมาณการของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ โดยข้อมูลที่ได้จะนำเสนอให้กับผู้บริหารของหน่วยงานเพื่อที่จะตัดสินใจว่าองค์การสมควรที่จะมีการพัฒนาระบบสารสนเทศหรือไม่ และระบบสารสนเทศทีจะพัฒนาขึ้นสมควรจะมีลักษณะเป็นเช่นไร
            สำรวจปัญหา 
               สาเหตุของปัญหาจากการดำเนินงานในปัจจุบัน ความเป็นไปได้กับการสร้างระบบใหม่ การกำหนดความต้องการระหว่างผู้วิเคราะห์กับผู้ใช้งาน โดยข้อมูลเหล่านี้ได้จากการรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินงานต่างๆ ไม่สามารทราบข้อมูลในอำเภอและข้อมูลต่างๆและสถานที่ท้องเที่ยวได้ทั้งหมด
            ความเป็นไปได้
               เราสามารถลงพื้นที่ สอบถามข้อมูลในการทำงานได้ ผ่านคนในชุมชนได้ สิ่งที่นำเสนอลงไปคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด
            ค่าใช้จ่ายในระบบ
               ยังไม่มีค่ายใช้จ่ายในระบบ แต่มีค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่
2. วิเคราะห์ความต้องการ (Requirements Analysis)
เป็นขั้นตอนที่มุ่งเจาะลึกลงในรายละเอียดที่มากกว่าในขั้นสำรวจเบื้องต้น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้ใช้ การใช้งานในแต่ละด้านของระบบใหม่ ข้อเด่นและข้อด้อยของวิธีการทำงานในปัจจุบัน ตลอดจนการจัดทำรายงานสรุปเพื่อนำเสนอต่อฝ่ายจัดการสำหรับทำการตัดสินใจ
            ค้นหาความต้องการผู้ใช้ การใช้งานแต่ละด้านระบบใหม่ข้อเด่นข้อด้อยเสนอฝ่ายจัดการตัดสินใจ
  เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์การดำเนินงานของระบบปัจจุบัน โดยการนำความต้องการที่ได้มาจากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ในรายละเอียด เพื่อทำการพัฒนาเป็นแบบจำลองซึ่งประกอบด้วย แผนภาพข้อมูล คำอธิบายการประมวลผลข้อมูล ทำให้ทราบถึงรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานในระบบว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสิ่งใด
               - ข้อเด่น ข้อมูลที่เราจัดทำลงไปเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด 
               - ข้อด้อย เราลงเพื่อนที่ไม่เป็นที่ เราไม่ค่อยทราบแหล่งข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว
3. การออกแบบระบบ (System Design) 
ทีมงานพัฒนาระบบจะทำการออกแบบรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของระบบสารสนเทศ ได้แก่ การแสดงผลลัพธ์ การป้อนข้อมูล กระบวนการการเก็บรักษา การปฏิบัติงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบงานใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับนำมาพัฒนาเป็นระบบใหม่ต่อไป
            ออกแบบการแสดงผลลัพธ์การป้อนข้อมูล การเก็บรักษา การปฏิบัติงาน และบุคคลกร
   เป็นขั้นตอนการหาผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ มาพัฒนาให้สอดคล้อง โดยการออกแบบจะเริ่มจากส่วนของอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำมาพัฒนา การออกแบบจำลองข้อมูล การออกแบบรายงานบนบล็อกเกอร์ การออกแบบบล็อกเกอร์ ทวิต และเพจเฟสบุ๊ค และการออกแบบจอภาพในการติดต่อกับผู้ใช้งาน
4. จัดหาอุปกรณ์ (System Acquisition)
ทีมงานพัฒนาระบบจะต้องกำหนดส่วนประกอบของระบบทั้งในด้านของอุปกรณ์และชุดคำสั่ง ตลอดจนบริการต่าง ๆ ที่ต้องการจากผู้ขาย ปกติทีมงานพัฒนาระบบจะต้องทำการจัดหาสิ่งที่ต้องการ โดยเปิดให้มีการยื่นข้อเสนอจากผู้ขายอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยทีมพัฒนาระบบจะพิจารณาตัดสินข้อเสนอของผู้ขายแต่ละราย เพื่อนำอุปกรณ์และส่วนประกอบของระบบมาติดตั้งและพัฒนาเป็นระบบใหม่ต่อไป
            จัดหา Hardware และ Software
Hardware
   เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานในระบบสารสนเทศ ช่วยในการสร้างข้อมูลต่างๆในการทำงาน เช่น อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์  ฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ตามหน่วยการทำงาน
Software
   โปรแกรม คือชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับองค์กร ในการทำงานต่างๆ
5. การบำรุงรักษา (System Implement and Maintenance)  
ทีมงานพัฒนาระบบจะควบคุมและดูแลการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ของระบบใหม่โดยดำเนินการด้วยตนเองหรือจ้างผู้รับเหมา ทีมงานพัฒนาระบบต้องทดสอบการใช้งานว่า ระบบใหม่สามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และรูปแบบที่ได้ทำการออกแบบไว้หรือไม่ นอกจากนี้การติดตั้งควรที่จะสำเร็จตามตารางที่กำหนด เพื่อให้ระบบสามารถใช้งานแทนที่ระบบเก่าได้ทันเวลา นอกจากนี้ทีมงานพัฒนาระบบยังมีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ในการประเมินและการบำรุงรักษาระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงและบำรุงรักษาให้ระบบใหม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยาวนานที่สุดตลอดอายุของระบบ
               การบำรุงรักษาระบบเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจรการพัฒนาระบบ หลังจากที่ทำการติดตั้งระบบงานใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งระบบอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ทันต่อยุคสมัยหรือปรับปรุงข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง การบำรุงรักษาระบบเป็นการยืดอายุระบบงานให้ใช้ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
            ทดสอบระบบไปตามวัตถุประสงค์
               การทดสอบระบบก่อนที่จะนำไปปฏิบัติการใช้งานจริง โดยจะทำการทดสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อน ด้วยการสร้างข้อมูลจำลองเพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบ หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นก็ย้อนกลับไปในขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมใหม่
            ติดตั้งตามตารางเวลาที่กำหนด
               หลังจากที่ได้ทำการทดสอบจนมีความมั่นใจแล้วว่าระบบสามารถทำงานได้จริง และตรงกับความต้องการของผู้ใช้ระบบ จากนั้นจึงดำเนินการติดตั้งระบบเพื่อใช้งานจริงต่อไป
            กำหนดเกณฑ์ประเมินและบำรุงรักษา
การปรับปรุงแก้ไขระบบหลังจากที่ได้มีการติดตั้งและใช้งานแล้ว ในขั้นตอนนี้อาจเกิดปัญหาของโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมเมอร์จะต้องรีบแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเกิดจากความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการเพิ่มการทำงานอื่นๆ ซึ่งทั้งนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้ใช้ที่เคยตกลงกันก่อนหน้า

การพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพยังต้องมีกระบวนการ หรือขั้นตอนในการพัฒนาระบบที่ดี ประการสำคัญทีมพัฒนาระบบต้องเข้าใจกระบวนการพัฒนาระบบเป็นอย่างดี เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนได้รู้หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานพัฒนาระบบเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
****************************************************************

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ของดีของกุมภวาปี





อาหารอร่อยของกุมภวาปีบ้านเฮา อร่อยมากร้านกับข้าวในตำนานต้องที่นี่เลยกุมภวาปี







วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562


ใครที่มาอุดรธานี จะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้องขี่รถผ่านเส้นทาง อ.กุมภวาปี ถนน 2 ฝั่งจะเต็มไปด้วยข้าวหลามที่มีรสชาติอร่อย มัน คุณภาพดี ราคาหลักร้อย ไม่แพง เน้นปริมาณ ใครที่มาอุดรธานีจะต้องติดใจอย่างแน่นอน #ขออนุญาตเจ้าของภาพ

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562


One Day Trip




ล่องเรือชมบัวแดงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ทะเลบัวแดง….คือชื่อเรียกของบึงบัวขนาดใหญ่ มีดอกบัวนับหมื่นนับแสนดอก ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่แปลกที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ในช่วงนี้ก็อยู่ในฤดูกาลที่เหมาะสมที่จะไปชมความงามของทะเลบัวแดงโดยเราจะเดินทางจาก
โรงแรมเซ็นทาราอุดรธานีไปยัง บ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ทะเลบัวแดงโดยมียานพาหนะเป็นรถตู้ใช้ระยะเวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมง 54 กิโลเมตร เราจะเดินทางตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไปเพื่อไปรับบรรยายกาศที่บริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยดอกบัวแดงซึ่งเราจัดเตรียมเรือไว้ให้ทุกท่านได้นั่งชมดูบัวแดงได้อย่างใกล้ชิด โดยมีโปรโมชั่นมา 10 ท่านจ่ายเพียง 600 เหมา/รอบ ใช้เวลาในการนั่งชมบัวแดง 1 ชั่วโมงหลังจากที่ชมบัวแดงเสร็จแล้วเรายังมีร้านอาหารที่หรูหราแต่ราคาถูกมากโดยเรามีเมนูแบบบ้านๆที่หลายท่านต้องอยากลองอย่างแน่นอน ใครที่สนใจเรามีโปรโมชั่นในราคาเพียง 500/ท่าน เท่านั้น
!! โทร 0610298082 คุณชีนุ๊ก


วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562


ถิ่นมหัศจรรย์@กุมภวาปี จ.อุดรธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตามธรรมชาติที่สร้างเองสวยงามตามท้องเรื่อง ใครที่ชอบถ่ายรูปแบบสบายๆ ง่ายๆ ต้องมาที่นี่เลย @กุมภวาปี จะเริ่มเปิดให้ชมตั้งแต่เดือน พฤจิกายน-มีนาคม เลยที่เดี๋ยวมาเที่ยว

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ถิ่นดินแดนมหัศจรรย์ทะเลบัวแดง

ถิ่นดินแดนมหัศจรรย์ทะเลบัวแดง



      ถิ่นดินแดนมหัศจรรย์ @ กุมภวาปี บึงบัวบานงดงามตามธรรมชาติเป็นแหล่งธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีพื้นมากกว่า 22,500 ไร่ เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์โดยไม่มีการสร้างหรือตกแต่งใดๆทั้งสิ้น หลายท่านคงรู้จักคำว่า "หนองหาน" กันมานานนม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สับสนหรือยังไม่รู้ว่าในภาคอีสานของเรานี้ ก็มีทั้ง “หนองหาน” สถานที่สำคัญประจำ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ “หนองหาร” หนองน้ำใหญ่ที่มีตำนานผาแดงนางไอ่ และความเชื่อเรื่องพญานาค ใน จ.สกลนคร ที่ยังคงเล่าขานต่อเนื่องกันมา จนถึงทุกวันนี้